Jump to content


Photo
- - - - -

ประเภทของเบียร์


  • Please log in to reply
12 replies to this topic

#1 Thospol

Thospol

    Site Owner

  • Administrator
  • PipPipPipPip
  • 2,696 posts

Posted 02 June 2008 - 07:32 PM

stpatrick4.gif greenbeer.gif knockout.gif beer.gif
เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก เกิดขึ้นก่อนสุรา เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาตั้งแต่สมัยโบราณ (๖,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล) วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเบียร์ได้แก่ข้าว ซึ่งจะเป็นข้าวอะไรก็ได้แล้วแต่ความนิยม เช่น ญี่ปุ่นใช้ข้าวเจ้า รัสเซียใช้ข้าวไรเยอรมนีและไทยใช้ข้าวบาร์เลย์ นอกจากนี้ข้าวโพดก็ใช้ทำเบียร์ได้ ในเม็กชิโกบางท้องถิ่นใช้ต้นแคกตัส

กลิ่นและรสเบียร์มาจากดอกฮอป (hop) ซึ่งเป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ถ้าไม่ใส่ดอกฮอปจะไม่ได้รสขมอย่างอ่อน ๆ ของเบียร์จะได้ไวน์แทนเบียร์ ฮอปที่ปลูกต่างท้องที่กันให้รสชาติต่างกันเล็กน้อย ที่ถือว่าดีเลิศมาจากสาธารณรัฐเช็ก ผู้ผลิตแต่ละคนมีสูตรผสมดอกฮอปต่างกัน เป็นลักษณะเฉพาะของเบียร์แต่ละอย่าง

ประเภทของเบียร์สามารถจำแนกได้ดังนี้
๑. เอลเบียร์ (ale beer) มีสีดำอ่อนแต่ขมมาก เพราะใช้ยีสต์ประเภททอปยีสต์ในการหมัก มีกลิ่นของมอลต์ หมักด้วยอุณหภูมิที่สูงมากพอสมควร
๒. ลาเกอร์เบียร์ (lager beer) ผลิตจากมอลต์ บางครั้งอาจใช้เมล็ดข้าวโพดแทนได้ สีของเบียร์จะไม่เข้ม แอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง เมืองไทยมีเบียร์ประเภทนี้มากที่สุดเนื่องจากรสชาติถูกคอคนไทย ผลิตมากในสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างเบียร์ชนิดนี้ก็ เช่น เบียร์สิงห์ คลอสเตอร์ ไฮเนเกน ช้าง บัดไวเซอร์ คาร์ลส์ เบอร์ก หากลดดีกรีแอลกอฮอล์ลงจะกลายเป็นไลต์เบียร์ เช่น สิงห์ไลต์ บัดไลต์ ฯลฯ
๓. สเตาต์เบียร์ (stout beer) เป็นเบียร์ที่มีสีดำเข้มข้นจัดเป็นเอลเบียร์ประเภทหนึ่ง แต่สเตาต์เบียร์มีรสชาติหวานกว่ามีกลิ่นฉุนของดอกฮอปและมอลต์ชัดเจน เป็นที่นิยมมากในหมู่ชาวอังกฤษ สกอต ไอริช ในเมืองไทยราคาค่อนข้างแพง แต่คอเบียร์มีอายุจะชอบ เพราะเชื่อว่าสเตาต์เบียร์บำรุงสุขภาพมากกว่าเบียร์ประเภทอื่น ๆ
๔. พอร์ตเตอร์เบียร์ (porter beer) จัดเป็นเอลเบียร์ประเภทหนึ่งแต่กลิ่นของดอกฮอปน้อยกว่า รสชาติคล้ายสเตาต์เบียร์แต่มีรสหวานและมีฟองมากกว่า
๕. บ็อกเบียร์ (bock beer) มีรสชาติเข้มข้น หวานนำนิด ๆ ในเยอรมนีจะผลิตเบียร์พวกนี้มาก

#2 Eagle

Eagle

    Premium

  • Member
  • PipPipPipPip
  • 3,497 posts
  • Gender:Male
  • Location:Ladprow, Bkk, Thailand.
  • Interests:ตะเกียงเพื่อสะสม

Posted 03 June 2008 - 11:23 AM

ขอบคุณมากครับ เสียเงินไปเยอะ ก็เพิ่งจะรู้
แต่ที่แน่ๆ เบียร์ที่ขายกันทั่วเมือง เป็น chemicalเบียร์ ไม่ใช่ Naturalเบียร์
Naturalเบียร์ในเมืองไทย ที่เห็นๆก็มีแต่ Beckเบียร์

#3 mic1

mic1

    Collector

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,434 posts

Posted 03 June 2008 - 11:38 AM

ผมไม่ชอบทานเบียร์ดำ แสดงว่าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ อิ อิ
Posted Image

เสื้อ T-Shirt ลายตะเกียงหลากแบบ
http://www.thailante...d...ic=637&st=0

#4 pankajohn

pankajohn

    Collector

  • Moderator
  • PipPipPip
  • 1,819 posts
  • Gender:Male
  • Location:100 ซอยลาดหญ้า 1 เขตคลองสาน แขวงสมเด็จเจ้า$

Posted 03 June 2008 - 11:41 AM

QUOTE(mic1 @ Jun 03 2008, 11:38 AM) View Post
ผมไม่ชอบทานเบียร์ดำ แสดงว่าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ อิ อิ

แล้วเบียร์ 6 ขวดเมื่อคืน จัดอยู่ประเภทไหนครับ a063.gif
ไม่ได้จุดตะเกียงเพื่อหาพวกแต่จุดตะเกียงเพื่อหาเพื่อนที่จริงใจ

#5 mic1

mic1

    Collector

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,434 posts

Posted 03 June 2008 - 12:28 PM

QUOTE(pankajohn @ Jun 03 2008, 11:41 AM) View Post
แล้วเบียร์ 6 ขวดเมื่อคืน จัดอยู่ประเภทไหนครับ a063.gif


นั้นมันเบียร์เด็กแนว...6 ขวดพอนอนหลับ smil4618722cb2e9f.gif
Posted Image

เสื้อ T-Shirt ลายตะเกียงหลากแบบ
http://www.thailante...d...ic=637&st=0

#6 hmamahahma

hmamahahma

    Collector

  • Moderator
  • PipPipPip
  • 1,590 posts
  • Location:NAVAMIN ROAD SOI 92

Posted 03 June 2008 - 01:20 PM

beer.gif ประวัติการผลิตเบียร์ในประเทศไทย

ประเทศไทยนั้น เริ่มมีการผลิตเบียร์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ได้ยื่นเรื่องขอจัดตั้ง บริบัทผลิตเบียร์ขึ้นในปี พ.ศ. 2473 โดยจะใช้ปลายข้าวในการผลิตแทนข้าวมอลต์. ส่วนตัวโรงงานนั้นได้ถูกสร้างขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2476 ในย่านบางกระบือ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ชื่อบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และทำการผลิตเบียร์ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี พ.ศ. 2477 ภายใต้เครื่องหมายการค้า ตราหมี ตราสิงห์แดง ตราสิงห์ขาว ตราแหม่ม ตราพระปรางค์ทอง ตราว่าวปักเป้า ตรากุญแจ ตรารถไฟ และ ที่ยังคงอยู่จนปัจจุบันนี้คือ ตราสิงห์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 มีโรงเบียร์แห่งที่สองเกิดขึ้น คือ บริษัทบางกอกเบียร์ ผลิตเบียร์ตราหนุมาน ตราแผนที่ และตรากระทิง แต่ไม่ได้รับความนิยมจากผู้ดื่มจึงได้เลิกกิจการไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 จึงได้เปลี่ยนเจ้าของกิจการและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ผลิตเบียร์อมฤต และซื้อลิขสิทธิ์ยี่ห้อเบียร์จากต่างประเทศชื่อ คลอสเตอร์ มาผลิตเมื่อ พ.ศ. 2521

ภายหลังจากที่ประเทศไทยมีโรงงานเบียร์แห่งที่สองแล้ว ภาครัฐก็ไม่ได้มีการสนับสนุนให้มีการตั้งโรงงานเพิ่ม เนื่องจากเห็นว่าเบียร์เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และตั้งกำแพงภาษีเพื่อให้ความคุ้มครองกับผู้ผลิตในประเทศ จนกระทั่ง พ.ศ. 2535 ภาครัฐมีนโยบายเปิดเสรีทางการค้า โดยการเปลี่ยนเงื่อนไขของผู้ผลิตเบียร์ จากที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย เพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานในประเทศ ปัจจุบันกลุ่มบริษัทผู้ผลิตเบียร์ในประเทศไทย ได้แก่


บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตเบียร์ตราสิงห์ โรงงานอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ขอนแก่น และมีโครงการปลูกข้าวบาร์เลย์ โรงงานแปรรูปมอลท์อยู่ทางภาคเหนือ
บริษัท ไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตเบียร์ตราอมฤต เอ็นบี คลอสเตอร์ และรับผลิตเบียร์บัดไวเซอร์ จากสหรัฐอเมริกา ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ปัจจุบันถูกซื้อกิจการโดย ซาน มิเกล จากฟิลิปปินส์ เมื่อ พ.ศ. 2547
บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย)จำกัด ผู้ผลิตเบียร์ตราช้าง ของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดีตั้งโรงงานอยู่ที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
บริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ (1991) จำกัด ผู้ผลิตเบียร์ตราช้าง ของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดีตั้งโรงงานอยู่ที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
บริษัท เบียร์ไทย (1991) จำกัด ผู้ผลิตเบียร์ช้าง ของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร
บริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตเบียร์ไฮเนเก้น เบียร์จากประเทศเนเธอร์แลนด์ เริ่มวางจำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2538 ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี


เบียร์ของประเทศไทย

สิงห์ ช้าง ไทเบียร์ อาชา ลีโอ เบียร์เชียร์ อีสานเบียร์


เบียร์ต่างชาติที่มีจำหน่ายในประเทศไทย

อัมสเทล (Amstel) - ประเทศเนเธอร์แลนด์
อาซาฮี (Asahi) - ประเทศญี่ปุ่น
คาร์ลสเบิร์ก (Carlsberg) - ประเทศเดนมาร์ก
โคโรนา (Corona) - ประเทศเม็กซิโก
เออดิงเกอร์ (Erdinger) - ประเทศเยอรมนี
ไฮเนเก้น (Heineken) - ประเทศเนเธอร์แลนด์
ไทเกอร์ (Tiger) - ประเทศสิงคโปร์


beer.gif
แนะนำ คอเบียร์เชิญที่นี่เลยครับ เว็บไซต์รวมตัวคนรักเบียร์ในประเทศไทย
http://www.beer-fc.com

Posted Image


________________________________________ ____ __ _ _ _


"L a n t e r n Y o u n g B l o o d"

มิตรภาพที่มาพร้อมกับแสงสว่าง


#7 Eagle

Eagle

    Premium

  • Member
  • PipPipPipPip
  • 3,497 posts
  • Gender:Male
  • Location:Ladprow, Bkk, Thailand.
  • Interests:ตะเกียงเพื่อสะสม

Posted 03 June 2008 - 01:32 PM

ขอบคุณท่านมหาครับ เพิ่งจะรู้เหมือนกันแฮะ

#8 hmamahahma

hmamahahma

    Collector

  • Moderator
  • PipPipPip
  • 1,590 posts
  • Location:NAVAMIN ROAD SOI 92

Posted 03 June 2008 - 01:40 PM

เว็บไซต์คนรักเบียร์ในประเทศไทย http://www.beer-fc.com

จุดประสงของผู้จัดทำค่อนข้างดีครับ....แต่การตอบรับยังน้อย weather2.gif

Posted Image


________________________________________ ____ __ _ _ _


"L a n t e r n Y o u n g B l o o d"

มิตรภาพที่มาพร้อมกับแสงสว่าง


#9 Dang

Dang

    Advanced

  • Members
  • PipPipPip
  • 899 posts

Posted 03 June 2008 - 03:17 PM

มีเรื่องแปลกเกี่ยวกับกลิ่นของเบียร์ คนไม่ดื่มบอกว่าเหม็น คนดื่มบอกว่าไม่เหม็น เชื่อใครดี......
ห้ามบอกเชื่อโก แกบอกต้อง 3 ขวดถึงให้เชื่อ

#10 pankajohn

pankajohn

    Collector

  • Moderator
  • PipPipPip
  • 1,819 posts
  • Gender:Male
  • Location:100 ซอยลาดหญ้า 1 เขตคลองสาน แขวงสมเด็จเจ้า$

Posted 18 November 2008 - 10:01 PM

นี่ก็เป็นเบียร์อีกประเภทที่แพงมากแก้วละ 200 กว่าบาท แต่บรรยายกาศดีสุดๆ ไปตามคำแนะนำของพี่มนูญ
สวยครับไม่ผิดหวัง beer.gif






ไม่ได้จุดตะเกียงเพื่อหาพวกแต่จุดตะเกียงเพื่อหาเพื่อนที่จริงใจ

#11 Birdboy

Birdboy

    Collector

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,465 posts

Posted 19 November 2008 - 08:58 AM

QUOTE(pankajohn @ Nov 18 2008, 10:01 PM) View Post


อืม....ภาพนี้เครื่องยืนยันว่า ไม่ได้ไปกับคนอื่นครับ......เพื่อนฝูงจะได้เข้าใจตรงกัน 555
I love Wall Clock and Lantern

#12 Eagle

Eagle

    Premium

  • Member
  • PipPipPipPip
  • 3,497 posts
  • Gender:Male
  • Location:Ladprow, Bkk, Thailand.
  • Interests:ตะเกียงเพื่อสะสม

Posted 19 November 2008 - 10:27 AM

QUOTE(pankajohn @ Nov 18 2008, 10:01 PM) View Post
นี่ก็เป็นเบียร์อีกประเภทที่แพงมากแก้วละ 200 กว่าบาท แต่บรรยายกาศดีสุดๆ ไปตามคำแนะนำของพี่มนูญ
สวยครับไม่ผิดหวัง


ฝั่งตรงข้ามจะมีโรงแรม โรงแรมนี้แพงเหมือนกัน แต่ช่วงเวลา 4 โมงเย็นกว่าๆ ถึง 6 โมงกว่าๆ เครื่องดื่มของมึนเมา ไม่ว่าไวน์ เบียร์หรือเหล้า ฟรีครับ เหมือนท้าว่ามีปัญญาก็ดื่มเข้าไป

#13 Thospol

Thospol

    Site Owner

  • Administrator
  • PipPipPipPip
  • 2,696 posts

Posted 24 May 2009 - 04:59 AM

กรรมวิธีการผลิตเบียร์ greenbeer.gif

ส่วนผสม ในการทำเบียร์นั้นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้คือ

- ข้าวมอลต์ (Malt)
- น้ำ
- ดอกฮ็อพ (Hop)
- ยีสต์ (Yeast)

ข้าวมอลต์ ได้มาจากข้าวบาร์เลย์ ซึ่งเป็นธัญพืชที่นิยมปลูกในประเทศที่มีภูมิอากาศเย็น จะมีการปลูกกันมากในประเทศทางทวีปยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย อังกฤษ ไอร์แลนด์ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังนิยมปลูกในประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ประเทศทางทวีปเอเชียก็มีการปลูกกันมากในประเทศจีน ส่วนประเทศไทยมีการนำสายพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ เข้ามาปลูกในแถบภาคเหนือ ซึ่งมีภูมิอากาศเย็น มีการส่งเสริมการปลูกข้าวบาร์เลย์ แต่ยังมีปริมาณไม่มากและไม่แพร่หลายเหมือนในประเทศอื่นๆ ที่กล่าวข้างต้น ข้าวบาร์เลย์ที่เก็บเกี่ยวแล้ว จะนำไปเปลี่ยนสภาพให้เป็นข้าวมอลต์ในโรงงานทำมอลต์ที่เรียกว่า มอลต์เทอรี่ (Maltery) ส่วนผู้ที่มีหน้าที่ในการทำข้าวบาร์เลย์เป็นข้าวมอลต์ เรียกว่า มอลต์สเตอร์ (Maltster) ในขั้นตอนแรกจะนำข้าวบาร์เลย์ไปแช่น้ำที่อุณหภูมิประมาณ ๔๕ องศาเซลเซียส เพื่อให้เมล็ดได้รับความชื้นพร้อมกับได้รับออกซิเจน ซึ่งจะทำให้เซลล์ (Cells) ของเมล็ดได้รับการกระตุ้นเพื่อให้เกิดการงอกของรากอ่อนและใบอ่อน ต่อจากนั้นจึงถ่ายน้ำออกแล้วนำเมล็ดข้าวบาร์เลย์ไปผึ่งบนตะแกรงซึ่งมีการเป่าลมที่มีความเย็นประมาณ ๑๘ องศาเซลเซียส ไปที่เมล็ดข้าว ในช่วงนี้รากอ่อนและใบอ่อนจะงอกจากเมล็ด ทิ้งไว้ให้มีการงอกของรากอ่อนยาวประมาณ ๒ ใน ๓ ถึง ๓ ใน ๔ ของเมล็ด แล้วจึงนำเมล็ดข้าวไปอบให้แห้งอย่างช้าๆ ที่อุณหภูมิประมาณ ๕ องศาเซลเซียส การอบจึงจะแล้วเสร็จ ข้าวที่อบเสร็จแล้วนี้เรียกว่า ข้าวมอลต์ ซึ่งจะนำไปขัดเอารากอ่อนและใบอ่อนออก การอบให้แห้งนั้น อุณหภูมิของการอบจะเป็นตัวชี้ว่า ข้าวมอลต์ที่อบแล้วจะเป็นข้าวมอลต์ประเภทใด เช่น ถ้าอบที่อุณหภูมิ ๑๒๐ องศาเซลเซียส จะทำให้เปลือกข้าวและเมล็ดเป็นสีดำจึงเรียกข้าวมอลต์ชนิดนี้ว่า มอลต์ดำ (black malt) หรือ คาราเมลมอลต์ (caramel malt) เป็นต้น

น้ำ เป็นวัตถุดิบที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง เนื่องจากเบียร์มีส่วนประกอบที่เป็นน้ำมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ คุณภาพของน้ำที่ใช้สำหรับการผลิตเบียร์ขึ้นอยู่กับลักษณะของเบียร์ที่จะผลิต ความอ่อน ความกระด้างของน้ำ จะมีผลต่อรสชาติของเบียร์ หรือมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เป็นต้นว่า สารที่ให้ความขมที่มีอยู่ในดอกฮ็อพ จะให้ความขมแก่เบียร์ได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความกระด้างและค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำ

ดอกฮ็อพ เป็นพืชล้มลุกประเภทไม้เลื้อยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Humulus lupulus นิยมปลูกกันมากในประเทศแถบยุโรป เช่น ประเทศเยอรมนี อังกฤษ สาธารณรัฐเชค นอกจากนี้มีในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียนิวซีแลนด์ ในแถบเอเชียจะมีการปลูกฮ็อพในประเทศจีนและญี่ปุ่น

การใช้ฮ็อพในการผลิตเบียร์นั้น มีจุดประสงค์อยู่ด้วยกัน ๓ อย่าง คือ
๑. เพื่อให้ได้รสขม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเครื่องดื่มประเภทเบียร์ที่โคนกลีบดอกของดอกฮ็อพจะมีอับละอองเรณู ลักษณะสีเหลืองใสๆ ติดอยู่ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจะสามารถให้ความขมออกมาได้
๒. เพื่อช่วยให้โปรตีนตกตะกอนเร็วขึ้น ในกลีบดอกของดอกฮ็อพจะมีสารที่เรียกว่าโพลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยาจับตัวกับโปรตีน ซึ่งมีอยู่ในเวิร์ท ทำให้โปรตีนตกตะกอนเร็วขึ้นและทำให้เบียร์ใส
๓. เพื่อช่วยให้เบียร์มีกลิ่นหอม บริเวณอับละอองเรณูของดอกฮ็อพจะมีสารเหนียวๆ และให้กลิ่นหอมอยู่ด้วย เป็นพวกน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ซึ่งจะให้กลิ่นหอมที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวแก่เบียร์

ชนิดของดอกฮ็อพที่นิยมปลูกกันนั้นแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด คือ ชนิดที่ให้รสขม (Bitter hops) และชนิดที่ให้กลิ่นหอม (Aroma hops) ฮ็อพที่ดีและมีชื่อเสียงมากเป็นฮ็อพที่ให้กลิ่นหอมชื่อ ซาซ (Saaz) มีถิ่นที่มาจากประเทศสาธารณรัฐเชค ในสมัยก่อนจะใส่ฮ็อพทั้งดอกลงไปในการทำเบียร์ปัจจุบันมีการอัดให้เป็นเม็ดเล็กๆ หรือสกัดเอาความขมและน้ำมันหอมระเหยออกมาใช้เพื่อสะดวกในการขนส่ง

ยีสต์ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ส่า จัดเป็นจุลินทรีย์ประเภทรา ที่สามารถใช้น้ำตาลจากมอลต์เป็นอาหารเพื่อการเจริญเติบโตและเพิ่มประชากร การใช้น้ำตาลเป็นอาหารของยีสต์ทำให้เกิดการเปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเรียกว่า การหมัก ขณะเดียวกันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย

ยีสต์ที่ใช้เป็นส่าสำหรับหมักเบียร์นั้น แบ่งออกได้ ๒ ชนิดคือ ยีสต์ชนิดลอย หรือ ท็อป ยีสต์ และยีสต์ชนิดจม หรือ บ็อททอมยีสต์

กรรมวิธีการผลิต

การผลิตเบียร์เริ่มจากการนำข้าวมอลต์มาบดให้เมล็ดแตก พร้อมทั้งใส่น้ำผสมลงไปในถังผสมถังผสมต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตเบียร์ในสมัยก่อนนั้น นิยมทำด้วยทองแดง เนื่องจากทองแดงเป็นวัสดุที่สามารถนำมาดัดเพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยงามต่างๆ ได้ง่าย ตัวทองแดงเองนอกจากจะมีความสวยงามแล้ว ยังเป็นตัวนำความร้อนที่ดี ทำให้ความร้อนสามารถผ่านไปที่ของผสมในถังผสมได้เร็วขึ้น ปัจจุบันทองแดงมีราคาแพงขึ้นมาก หาวัสดุได้น้อยลงและจะต้องเสียเวลาบำรุงรักษามาก จึงมีการคิดค้นนำวัสดุสแตนเลสมาทำเป็นถังผสมสำหรับผสมข้าวและต้มเบียร์ ซึ่งนอกจากราคาจะถูกกว่าทองแดงแล้ว ยังสามารถทำความสะอาดด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งประหยัด ปลอดภัย และไม่เสียเวลาในการดูแลรักษามากนัก

เมื่อผสมข้าวและน้ำลงไปในถังผสมแล้วจึงให้ความร้อนที่เหมาะสม เพื่อให้เอนไซม์ที่มีอยู่ในข้าวมอลต์ เปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลมอลโตส (Maltose) หลังจากนั้นจึงแยกเอาของเหลวออกจากกากข้าว ของเหลวดังกล่าวเรียกว่า เวิร์ท (Wort) ซึ่งจะมีความหวานของน้ำตาลมอลโตสอยู่ จากนั้นจึงต้มเวิร์ทให้เดือดพร้อมทั้งใส่ดอกฮ็อพ เมื่อต้มเวิร์ทจนได้ที่แล้วจะปล่อยให้ตกตะกอนก่อน หลังจากนั้นจึงทำให้เย็นลงพร้อมทั้งใส่ยีสต์และเติมลมเพื่อการเจริญของยีสต์ แล้วนำไปหมักในถังหมัก อุณหภูมิของการหมักขึ้นอยู่กับชนิดของเบียร์และชนิดของยีสต์ที่ใช้ โดยทั่วไป ถ้าใช้ท็อปยีสต์จะหมักที่ประมาณ ๒๐-๒๒ องศา เซลเซียส ถ้าใช้บ็อททอมยีสต์ จะหมักที่ประมาณ ๘-๑๓ องศาเซลเซียส การหมักจะใช้เวลาประมาณ ๕ วัน สำหรับท็อปยีสต์ ส่วนบ็อททอมยีสต์ใช้เวลา ๗-๑๐ วัน

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการหมักแล้วจึงแยกยีสต์ออก เบียร์ที่ได้ในช่วงนี้เรียกว่า กรีนเบียร์ (Green beer) หรือ ยังเบียร์ (Youngbeer) ซึ่งจะต้องนำไปเก็บบ่มต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยการควบคุมความเย็นและแรงดันภายในถังบ่ม เพื่อให้เบียร์ใสขึ้นและมีรสชาติที่กลมกล่อม หลังจากนั้นนำไปกรองเพื่อแยกเอาตะกอนแขวนลอยและยีสต์ที่ตกค้างออก จึงจะได้เบียร์ที่ใสพร้อมดื่ม เบียร์ที่กรองพร้อมดื่มแล้วนี้เรียกกันว่า ดราฟท์เบียร์ (Draught beer) หรือที่บ้านเรานิยมเรียกว่า เบียร์สด ซึ่งในสมัยก่อนจะมีการบรรจุลงถังไม้ (Barrel) ต่อมามีการนำถังที่เป็นวัสดุอะลูมิเนียมมาแทนถังไม้ เนื่องจากไม้มีน้ำหนักมาก ยากต่อการดูแลรักษาไม่ให้มีการตกกระแทก และผุเปื่อยไปตามเวลา แต่ก็พบว่าผิวของอะลูมิเนียมเมื่อสัมผัสกับเบียร์ซึ่งมีสภาพเป็นกรดเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการกัดกร่อนเป็นรูพรุน จึงมีการคิดค้นเอาวัสดุสแตนเลส มาทำเป็นถังสำหรับใส่เบียร์สดแทน โดยเรียกถังชนิดนี้ว่า เค้ก (Keg) ซึ่งสะดวกต่อการขนส่งเคลื่อนย้ายและบำรุงรักษา ตลอดจนการล้างทำความสะอาด แสงสว่างซึ่งมีอัลตราไวโอเลต (UV)สามารถทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับเบียร์ได้ มีผลทำให้สีของเบียร์เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการบรรจุเบียร์ลงในภาชนะที่เป็นขวด จึงนิยมใช้ขวดที่มีสี เช่น สีน้ำตาล หรือสีเขียว ซึ่งจะช่วยป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตผ่านได้

เบียร์บางชนิดไม่นิยมกรองให้ใส แต่จะนิยมดื่มโดยยังมียีสต์ปนอยู่ด้วย เช่น วีทเบียร์ นิยมดื่มกันมากในรัฐบาวาเรีย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี

นายปิยะ ภิรมย์ภักดี




1 user(s) are reading this topic

0 members, 1 guests, 0 anonymous users